Showing posts with label Wax castle festival. Show all posts
Showing posts with label Wax castle festival. Show all posts

Wednesday, October 12, 2011

เทศกาลแห่ปราสาทผึ้ง สกลนคร 2554 Wax Castle Festival




English Information
:::::::::Sakon Nakhon Wax Castle Festival::::::::::

October 1st through October 4th will see yet another festival celebrating the end of Buddhist lent ( Ok Phansa ), The Sakon Nakhon Wax Castle Festival.



The ancient tradition passed down through the ages, originated with the people of Sakon Nakhon carving elaborate trees from poles made of bees wax that they would take to the temple as an offering to make merit. This tradition has grown over the years from ornate trees to elaborate carvings of Buddhist temples and shrines completely made from bees wax.



Sakon Nakhon Wax Castle FestivalAccording to Buddhist religion upon death a person passes on to another life, the quality of that next life is determined by meritorious acts and or good deeds performed in this life. If the person practices the principles of Buddhism and engages in acts of devotion in their life they will gain merit and that merit will accumulate and lead to higher spiritual enlightenment in subsequent lives where they will live in the upper tiers of heaven. If that person doesn’t gain merit then they will be reborn to a life that is worse than their present life.



Sakon Nakhon Wax Castle Festival (1)The wax castles symbolize the ideal spiritual life that one aspires to in the next life. The wax castle festival falls into the Buddhist precept of merit as communal merit making. Many who are blessed with merit coming together for the greater good of the community. This is a special time of the year for families to get together and reunite in merit making activities. The family and community come together with the monks in an expression of Buddhist devotion that strengthens and bonds the family and community with the temple.



This is truly another Thai festival that must be seen. It’s four days of non stop activities includes the Royal boat parade, a light and sound show, a large community dinner and closing  with  the Wax Castle Parade. You can see videos below of the Wax Castle Parade last year.

Read more: http://thailandlandofsmiles.com/2009/09/28/sakon-nakhon-wax-candle-festival-2009/#ixzz1aYAz7P2f
source:http://thailandlandofsmiles.com/2009/09/28/sakon-nakhon-wax-candle-festival-2009/






เอาภาพเทศกาลแห่ปราสาทผึ้งมาฝากค่ะ วันนี้12/10/11 วันสุดท้าย

อันนี้ระหว่างขบวนปราสาทผึ้งเข้าสู่สนามมิ่งเมือง
จะมีพนักงานดันสายไฟ เหอๆ ตปท.เค้าฝังดินนะ ลดปัญหาเรื่องสายไฟไปได้เยอะ


อันนี้คือพระธาตุเชิงชุม ประจำจังหวัดสกลนคร


ชมภาพเลยแล้วกันนะคะ


ข้อมูลแห่ปราสาทผึ้ง
การแห่งปราสาทผึ้ง  เป็นประเพณีโบราณอีสาน มุ่งทำเป็นพุทธบูชา หรือเกี่ยวข้อง กับความเชื่อทางศาสนา คำว่า "ปราสาทผึ้ง" ในภาษาอีสานจะออกเสียง "ผาสาทเผิ่ง"
      ความเชื่อเรื่องการแห่ปราสาทผึ้ง  เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยเริ่ม พิธีกรรมนี้ ในภาคอีสาน ตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในตำนาน เรื่องหนองหาน (สกลนคร) กล่าวไว้ว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ และครองเมืองหนองหานในแผ่นดินพระเจ้าสุวรรณภิงคาราช  ได้โปรดให้ ข้าราชบริพารทำต้นผึ้งหรือปราสาทผึ้งในวันออกพรรษา เพื่อห่คบงันที่วัดเชิงชุม (วัดมหาธาตุเชิงชุมวรวิหาร) จากนั้นเมืองหนองหานได้จัดวันปราสาทผึ้ง ติดต่อกันมาทุกปี

ปราสาทผึ้ง
การตกแต่งปราสาทผึ้ง

     ความเชื่อในประเพณีการแห่ปราสาทผึ้งนั้น มีรากฐานของความเชื่อ ที่เนื่องมาจากความเชื่อในพุทธศาสนา ความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณ และความเชื่อ ในศาสนาพราหมณ์ กล่าวคือ

     ความเชื่อที่เนื่องในพุทธศาสนา ถือเป็นปรัชญานำมาสู่การสร้างปราสาทผึ้งนั้น มีที่มาจากเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งมีปรากฏในเหตุการณ์ที่สำคัญคือ เหตุการณ์ตอนที่ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่ป่าปาเลไลยก์ ได้พบช้างและลิงที่มาทำหน้าที่ เป็นอุปัฏฐาก โดยเฉพาะลิงนั้น ได้นำรวงผึ้งมาถวายแด่พระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธเจ้า รับรวงผึ้งนั้นไปแัน ทำให้ลิงกระโดดด้วยความดีใจ จนพลาด ตกจากต้นลงมาตาย  ด้วยอานิสงส์ที่ลิงได้ถวายรวงผึ้งแดพระพุทธองค์ (จากการ ที่ผู้จัดทำได้ศึกษาเรื่องนี้ ก็ไม่ปรากฏว่าลิงพลาดตกต้นไม้แต่ประการใด ไม่ทราบว่า คงมีใครเอามาเล่าต่อ ๆ  กันมา) ทำให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเหตุการณ์ ตอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ขณะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภายหลังจากที่เสด็จไปจำพรรษา เทศนาโปรดพระพุทธมารดา และเหล่าเทวดา ด้วยการเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรคภูมิ  มนุษยภูมิ และนรกภูมิ ได้เห็นซึ่งกันและกัน โดยตลอด ซึ่งเรียกเหตุการณ์ตอนนี้ว่า เทโวโรหนปริวัตต์  ทำให้ผู้คนเห็น ความแตกต่าง ของความสะดวกสบายบนสวรรคภูมิ และความยากลำบากในนรกภูมิ ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้พุทธศาสนิกชน ได้คิดสร้างอาคารศาสนสถาน ถวายเป็น พุทธบูชาด้วยหวังให้เป็นอานิสงส์เพื่อที่จะได้ไปเกิดบนสวรรค์


ปราสาทผึ้ง อันสวยสดงดงาม

     ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างปราสาทผึ้งจาเรื่องไตรภูมิพระร่วง ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นคำสอนที่มีปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนา ที่ว่าด้วยการที่มนุษย์ต้องเวียนว่าย ตายเกิดในโลกภูมิต่าง ๆ  ตามที่ได้ประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วไว้ โดยเฉพาะ ความเชื่อที่ว่า ผู้ที่ประกอบกรรมดีจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ภูมิชั้นต่าง ๆ  ที่มีวิมาน ปราสาทเป็นเรือนที่อยู่อาศัย

     ความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างปราสาทผึ้งจากเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ มาเลยยเทวัตเถรวัตถุ (เป็นของพระลังกาแต่ง) ที่ได้กล่าวถึงพระมาลัยอรหันต์ ซึ่งเป็นพุทธสาวกองค์หนึ่ง (ไม่ใช่สาวกที่เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า แต่เป็นสาวก รุ่นหลัง เหมือนพระนาคเสน และเป็นพระลังกา) ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เคย ไปเทศนาโปรดสัตว์ในนรกภูมิ (ความจริงแล้ว สัตว์นรกไม่สามารถฟังธรรมได้ เพราะอำนาจบาปกรรมที่ทำไว้ ไม่มีปัญญาที่จะรับรู้หรือเข้าใจธรรมได้) และได้เสด็จ ขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อไหว้องค์พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ (ในตำราทางพุทธ เถรวาท เรียกว่า "พระเมตไตยะ"  ที่จะเสด็จมาตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล หลังจากนั้น พระมาลัยอรหันต์ ได้เทศนาโปรดแก่พุทธศาสนิกชน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการสร้างบุญกุศล เพื่อที่จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ รวมทั้งการสร้าง อาคารศาสนสถานถวายเป็นพุทธบูชานั้นเป็นหนทางหนึ่ง ที่เป็นอานิสงส์ นำพาให้ได้ ไปเกิดในบนสวรรค์ มีวิมานเป็นที่อยู่อาศัย และมีเหล่านางฟ้าเป็นบริวารด้วย
zoom zoom งานนี้ใช้เวลาทำเป็นเดือนๆนะคะ เพื่อวันนี้เลย


     ความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างปราสาทผึ้ง จากเรื่องการประกอบพิธีพลีดวงวิญญาณ หรือพิธีกงเต็กตามคติในพุทธศาสนามหายาน ด้วยการจัดทำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดจนการสร้างบ้านเรือนด้วยกระดาษ ในลักษณะของสิ่งของเครื่องใช้ และบ้านจำลอง แล้วนำมาเผาอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ ได้นำไปใช้อยู่อาศัยในโลกหน้าต่อไป








     ความเชื่อที่เนื่องในภูตผีวิญญาณ เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่ทำให้ชาวอีสาน ถือเป็น ปรัชญาคติที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทผึ้ง คือ ความเชื่อที่ว่า คนที่ตายไป แล้ว  ดวงวิญญาณ (ทางพุทธเรียกว่า "โอปปาติกะ = สัตว์จำพวกหนึ่ง ที่ผุดเกิดขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เช่น เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกาย มนุษย์ต้นกัลป์ ฯลฯ เรียกง่าย ๆ  ว่า กายทิพย์") ก็ยังต้องการสิ่งต่าง ๆ  เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต้องการที่อยู่อาศัย ทำให้มีการประกอบพิธีเซ่นสรวง ดวงวิญญาณ ตลอดจนการสร้างเรือนจำลองในลักษณะของศาลหรือหอผี (อีสาน ก็ทำเหมือนจีน คือ เอาไม้ไผ่มาทำเป็นโครงบ้าน แล้วปะด้วยกระดาษ) เพื่ออุทิศ ให้เป็นที่สิงสถิตแก่ดวงวิญญาณด้วย  จากความเชื่อดังกล่าว จึงเป็นแนวคิดส่วนหนึ่ง ที่ปรับเข้ากับการสร้างปราสาทผึ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารจำลอง เพื่ออุทิศส่วนกุศล จากการสร้างปราสาทผึ้งแก่ดวงวิญญาณบรรพบุึรุษ หรือเจ้ากรรมนายเวรผู้ล่วงลับ


ขบวนแห่งปราสาทผึ้ง

     ปราสาทผึ้งทรงพระธาตุ ลักษณะรูปแบบโดยส่วนรวม คล้ายกับองค์พระสถูปเจดีย์ หรือพระธาตุที่มีปรากฏ ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ เป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยม หรือบางทีเรียกว่า เจดีย์ทรง ดอกบัวเหลี่ยม เช่น พระธาตุพนม  พระเชิงชุม  พระธาตุ ศรีสองรักษ์ พระธาตุบังพวน ฯลฯ  จากหลักฐานภาพถ่าย จากกองจดหมายแห่งชาติ สันนิษฐานว่า น่าจะมีการ กระทำอยู่ในช่วง  พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา

นายแบบเราตลอดงาน​ โฮะๆ




     ปราสาทผึ้งทรงหอผี เป็นปราสาทผึ้ง ที่สร้างขึ้น เลียนแบบอาคารเรือนที่อยู่อาศัยแบบพื้นเมือง ของชาวอีสาน แต่สร้างให้มีขนาดเล็ก เป็นลักษณะ ของเรือนจำลอง ปราสาทผึ้งแบบทรงหอผี มีลักษณะ เช่นเดียวกับศาลพระภูมิ หรือหอผีที่ชาวอีสาน นิยมสร้าง โดยทั่วไป อันเนื่องด้วยความเชื่อเกี่ยวกับศาลพระภูมิ ศาลมเหศักดิ์ หรือศาลปู่ตา ตามหมู่บ้านต่าง ๆ  ในชนบท ซึ่งลักษณะของศาลต่าง ๆ  เหล่านั้น จะมีลักษณะ โดยส่วนรวม ที่จำลองรูปแบบมาจากลักษณะรูปแบบ ของอาคารเรือนที่อยู่อาศัย  การสร้างปราสาทผึ้ง ทรงหอผี ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา
ปราสาทผึ้ง
ขบวนแห่งปราสาทผึ้ง

     ปราสาทผึ้งทรงบุษบก  เป็นปราสาทผึ้ง ที่สร้างขึ้น เลียนแบบหรือจำลองจากบุษบก บุกษบก เป็นเรือนเครื่องยอดขนาดเล็ก หลังคาทรงมณฑป ตัวเรือนโปร่ง มีฐานทึบและเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุขไม้ ลักษณะของปราสาทผึ้ง ทรงบุษบกนี้ มีลักษณะ เช่นเดียวกับบุษบกธรรมาสน์ ที่พระสงฆ์นั่งแสดงธรรม ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า หอธรรมาสน์ หรือธรรมาสน์เทศน์

the 2D wax crafting,the story related to ancient Sakon Nakhon Province or the Buddha's story.
 แกะสลักขี้ผึ้งเป็นเรื่อ่งราวของจังหวัด หรือพุทธประวัติ



ปราสาทผึ้งที่ได้รางวัลชนะเลิศ(ถ้าจำไม่ผิดนะคะ)


    ปราสาทผึ้งทรงจตุรมุข เป็นปราสาทผึ้งที่สร้างขึ้น เลียนแบบหรือมีลักษณะที่แสดงถึงการจำลองรูปแบบ มาจากพระที่นั่งปราสาทราชมณเฑียรสถาน ในพระบรมมหาราชวัง แต่มีขนาดเล็กเป็นลักษณะ ของอาคารจำลอง ลักษณะรูปแบบของอาคาร ทรงจตุรมุข คือ อาคารที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท มีสันหลังคาจั่ว ชั้นบนอยู่ในระดับเดียวกัน และออกมุข เสมอกันทั้งสี่ด้าน ที่หลังคามีจั่วหรือหน้าบันประจำมุข ด้านละจั่ว หรือด้านละหนึ่งหน้าบัน ด้วยเหตุที่มีการออกมุขทั้งสี่ด้าน และประกอบด้วยหน้าบัน สี่ด้าน จึงเรียกว่า ทรงจตุรมุข  ซึ่งเป็นอาคาร ที่มีเรือนยอดเป็นชั้นสูงเช่นเดียวกับอาคารประเภทบุษบก และมีการออกมุขทั้งสี่ด้านที่หลังคาทรงจั่ว



     โดยทั่วไป ประชาชนจะนับเอาวันขึ้น  14  ค่ำ เดือน 11 เป็นวัน "โฮม" หรือวันรวมปราสาทผึ้งจากคุ้มต่าง ๆ ที่บริเวณวัด แต่ละคุ้มจะอยู่ซุ้มของตนเอง

     วันรุ่งขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีการทำบุญตักบาตร เสร็จแล้วจัดขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ในแต่ละขบวน จะแห่ด้วยเกวียนใช้คนเทียมแทนวัว นางฟ้าปราสาทผึ้ง (เทพี) จะนั่งอยู่ตอนหน้าของเกวียน  ตรงกลางเป็น ปราสาทผึ้ง ขบวนแห่มีพิณ กลอง ฆ้อง ตามด้วยขบวนคนหนุ่มสาว และเฒ่าแก่ถือธูป เทียน ประนมมือ แห่ครบ 3 รอบ ก็ถวายแก่ทางวัด ประเพณีปัจจับัน นิยมทำกันมากในสี่จังหวัดภาคอีสาน คือ สกลนคร  นครพนม  หนองคาย และเลย

ที่มา..http://allknowledges.tripod.com/beepalace.html







Flower decoration Parade ขบวนแห่พฤกษชาติ


Garuda ครุฑ


Ancient National Dress


บรรยากาศของงาน








Ancient Wax Castle ปราสาทผึ้งแบบโบราณ




งานวัดรึเปล่านิ


Example of Parade ตัวอย่างขบวนแห่
















ขอคลายเครียดกับชาวไทยที่ประสบภัยทุกท่านค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ คุณยังเหลือชีวิต และงานนี้ที่จะต้องมาดูครั้งหนึ่งในชีวิตค่ะ

In Muang,Sakon Nakhon,Thailand ,we're still safe from the flood,as the location is located in highland and we can cerebrate the End of Buddhist lent which called "Wax Castle festival" the only festival in Thailand.It's held annually.Tomorrow 12/10/11 will be the last day of this festival.

Btw. WE CHEER UP FOR THAI AND PEPPLE WHO FACED THE FLOOD! BE STRONG,WE'RE WITH YOU


Wednesday, October 5, 2011

เชิญเที่ยวงานมหกรรมบัว นานาชาติ แล้วต่อด้วยแห่ปราสาทผึ้ง



สองสามวันที่ผ่านมา เอมหวานไปโฉบบล็อกเพื่อนๆ
เลยเห็นว่าอัพบล้อกเรื่องบัวกันอยู่



การันตีว่าบล็อกรูปบัวสวยหมดทุกบล้อกเลยค่ะ
พอดี๊ พอดี....ไม่มีโครงการแต่บังเอิญที่นี่มีโครงการค่ะ
เห็นป้ายโฆษณา "มหกรรมบัว" โดยม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร
แถวบ้าน เห็นมาเกือบเดือนแล้ว...เลยคิดว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะนานๆ ถิ่นห่างไกลกทม. จะมีกิจกรรมระดับนานาชาติกะเค้าบ้าง

ว่าก็ว่าเถอะ...จังหวัดสกลนครไม่มีรถไฟถึง แต่มีสนามบินและมีเครือ่งบินนะคะ อิอิ
น่าภูมิใจดีไหมเนี่ย(ใจเราอยากให้ขนส่งมวลชนประเทศไทยสะดวกสบายกว่านี้)
มันดูกระจุกตัวและไม่ปลอดภัย ยิ่งจังหวัดที่มีรถไฟผ่าน
จะกี่ปีๆก็เห็นแต่จะมีอุบัติเหตุสังเวยรางรถไฟไปไม่รู้เท่าไหร่

แฮ่มๆ ก่อนจะกลายเป็นเรื่องรถไฟ 

กลับมาสู่เรื่องบัว
ภาพชนะเลิศภาพถ่ายจากการประกวด หัวข้อ “บัวในรั้วราชมงคลธัญบุรี”
โครงการ ชมดอกบัวบ้าน  ทานอาหารจากบัว โดยคุณกิตติพงษ์  แสนสุด 
เป็นดอกไม้คู่พระพุทธศาสนา แต่เรากลับมีความรู้น้อยมาก

กระนั้นเลย ไปดูบทความจากเดลินิวส์กันดีกว่าจ้าา

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<<<<<<
บัวพันธุ์ไม้น้ำที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและคุณงามความดีในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับการเจริญเติบโตของบัว เป็น 4 เหล่า คือ บัวในโคลนตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ และบัวเหนือน้ำ บัวเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีสันสวยงาม เด่นสะดุดตาสะดุดใจแก่ผู้พบเห็น บางชนิดมีกลิ่นหอมน่าชื่นชม
(รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ภาพถ่ายจากการประกวด หัวข้อ “บัวในรั้วราชมงคลธัญบุรี" โดยนิธิวุฒิ  ศรีบุญชัยชูสกุล)

ด้วยเหตุนี้เองบัวจึงได้รับสมญาว่า  “ราชินีแห่งไม้น้ำ”
   
 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร 
โดย รศ. ดร.พงษ์ศักดิ์ สุริยวนากุล รองอธิการ บดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยา เขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร รศ.ดร.สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้มองเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันวิจัยและพัฒนา ตั้งอยู่ ที่ “หนองหารน้อย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำจืด “หนองหาร” เป็นแหล่งบัวหลากหลายพันธุ์ ร่วมมือกับจังหวัดสกลนคร 

กำหนดจัดงาน “มหกรรมบัว” และประชุมวิชาการบัวนานาชาติขึ้นครั้งแรกใน ระหว่างวันที่ 20-24 ตุลาคม 2553 
ณ อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ และหนองหารหลวง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านบัวและพันธุ์ไม้น้ำ ทัศน ศึกษาแหล่งบัวของพื้นที่ และหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่หนองหารหลวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านบัวและ พันธุ์ไม้น้ำที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ
(รางวัลรองชนะเลิศอันอับ 2ภาพถ่ายจากการประกวด หัวข้อ “บัวในรั้วราชมงคลธัญบุรี"  by เฉลิมพงศ์  สิมลา)
       
ในงาน “มหกรรมบัว” นอกจากจะได้ชมอุทยานบัวเพลินกับความหลากหลายในสายพันธุ์บัวแล้ว 

กิจกรรมประกวดภาพถ่าย   “บัวในอุทยาน” ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

ประกวดจัดสวนบัวในหัวข้อ “สาย ใย สายสัมพันธ์วัฒน ธรรมบัว” ชิงเงินรางวัลพร้อมเกียรติบัตร 

ประกวดผลิตภัณฑ์จากบัว 

นิทรรศการและสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากบัว 

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

การแสดงกลางแจ้ง 

การฝึกอบรมอาชีพจากผลิตภัณฑ์บัว 

และการจำหน่ายอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากบัว 

ที่สำคัญคือการประชุมด้านวิชาการบัวนานาชาติ เรื่อง การวิจัยและพัฒนาบัวให้เป็นพืชเศรษฐกิจของชาติ ที่ผ่านมามีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลายครั้งในต่างประเทศ และการประชุมบัวและพันธุ์ไม้น้ำเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจภายในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการไปแล้วถึง 7 ครั้งนั้น บ่งบอกถึงความสำคัญของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี ในปี พ.ศ. 2553 นี้ ทางจังหวัดสกลนคร ชมรมคนรักบัวแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เห็นชอบให้มีการจัด ขึ้นเป็นครั้งที่ 8
       
บัวเป็นพืชน้ำล้มลุก ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้า ไหล หรือหัว 

ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ 

ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลมมีหลายแบบ 

บางชนิดมีก้านใบติดอยู่ที่หลังใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ กลีบดอกมีทั้งชนิดซ้อนและไม่ซ้อน มีสีสันแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด 

บัวที่พบและนิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3 สกุล คือ 
1.สกุลบัวหลวง (Lotus) เป็นบัวในสกุล Nelumbo มี ชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติ หรือ บัวหลวง มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชีย เช่น จีน อินเดียและไทย มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้าและไหลซึ่งเมื่อยังอ่อนจะมีลักษณะเรียวยาว เมื่อใบยังอ่อนใบจะลอยปริ่มน้ำ ส่วนใบแก่จะชูพ้นน้ำ ก้านใบและก้านดอกมีหนาม บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระ และใช้ในพิธีทางศาสนา เหง้าหรือที่มักเรียกกันว่ารากบัวและไหลบัวรวมทั้งเมล็ดสามารถนำมาเป็นอาหาร ได้ 

2.สกุลบัวสาย (Waterlily) เป็นบัวในสกุล Nymphaea มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า อุบลชาติ หรือ บัวสาย บัวสกุลนี้มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวหรือเหง้า ใบและดอกเกิดจากตาหรือหน่อและเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำด้วยก้านส่งใบและยอด บางชนิดมีใบใต้น้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว มีขอบใบทั้งแบบเรียบและแบบคลื่น 

3.สกุลบัววิกตอเรีย (Victoria) เป็นบัวในสกุล Victoria มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ 6 ฟุต ลอยบนผิวน้ำ ใบอ่อนมีสีแดงคล้ำเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบยกขึ้นตั้งตรง มีหนามแหลมตามก้านใบและผิวใบด้านล่าง ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านดอกและกลีบเลี้ยงด้านนอกมีหนามแหลม บานเวลากลางคืนและมีกลิ่นหอม ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงจำนวน 4 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียว ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก เมื่อเริ่มบานกลีบดอกจะมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูต่อไป
    
 ด้าน อาจารย์สิทธิชัย ฮะทะโชติ ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ให้เป็นผู้จัดการฟาร์มอุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ

 มีหน้าที่ดูแลอุทยานบัวมาก่อนที่จะกำหนดจัดงานไม่น้อยกว่า 2 ปี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจัดพื้นที่เป็นสวนหย่อมอุทยานบัวแล้ว อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้มีพื้นที่ 700 ไร่ เป็นพื้นที่น้ำ 250 ไร่ พื้นดิน 450 ไร่ มหาวิทยาลัยฯใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นที่ศึกษารวมสัตว์น้ำจืด ศึกษาวิจัยสัตว์น้ำ ทำแปลงทดลองนาข้าว ใช้ศึกษาการใช้เครื่องมือจักรกลในการทำนาแบบครบวงจรร่วมกับสยามคูโบต้า ให้นิสิตปฏิบัติแปลงเกษตร กลุ่มเกษตรกรชาวบ้านมาใช้ทำนาผลิตพันธุ์ข้าวจำหน่าย ในส่วนของงานมหกรรมบัวจะอยู่รอบ ๆ สำนักงานสถาบันฯ จัดทำเป็นบ่อบัวแต่ละชนิด มีหลายร้อยสายพันธุ์ ขณะนี้กำลังเร่งปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เสร็จทันการจัดงาน
       
ผู้ที่สนใจเข้าชมและเข้าฟังการจัดงาน มหกรรมบัวนานาชาติครั้งนี้ สมัครลงทะเบียนหรือเข้าชมได้ตามวันเวลาที่กำหนดหรือเว็บ ไซต์ของมหาวิทยาลัยฯ จะได้ชมความงาม ความหลากหลาย ความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญด้านบัวโดยเฉพาะทั้งจากภายในประเทศและนอกประเทศ และที่สำคัญจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสงานรวมบัวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้อีกง่าย ๆ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับชาวสกลนครและ ใกล้เคียงมีโอกาสจะมาชมได้เพราะบัวบางส่วนนำลงไปในบ่อให้เป็นสถานที่ท่อง เที่ยว “อุทยานบัวแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”.

สุรพล นนทะศรี
ที่มา เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=97876&categoryID=420

:::::::::::::::::::::::::::::::
มาสกลนครแล้ว แนะนำให้อยู่ต่อเที่ยวอีกสองเทศกาลค่ะ

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ปีละครั้งเท่านั้น และสกลนครที่เดียว
19 ต.ค. 2553 - 23 ต.ค. 2553ค่ะ
ภาพจากhttp://www.skko.moph.go.th/Runner/home.php

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสกลนครก็จะไปต่อที่เทศกาลไหลเรือไฟ จ.นครพนมค่ะ
16 ต.ค. 2553 - 24 ต.ค. 2553
ภาพและข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ:http://thungmon.siam2web.com/


ขอบคุณกรอบจากคุณกุ้งค่ะ
ชอบกรอบนี้ก็คลิกลิงค์นี้เลย
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kungguenter&month=05-2008&date=20&group=23&gblog=34